Ford Fiesta Club Thailand Ford Fiesta Club Forum
Ford Fiesta Club Thailand Ford Fiesta Club Thailand
ผู้สนับสนุนเว็บไซต์
LockTech ชุดแต่ง Ford Fiesta Ford EK Silom
GAS LEADER AND SERVICESGAS LEADER AND SERVICES
ชุดแต่ง Ford Fiesta ชุดแต่ง Ford Fiesta จาก Parto Ford นีโอ ตากสิน สาทร Seya Auto แหล่งรวมของแต่ง
ฟอร์ดพระราม 2 ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง
          
ติดต่อลงโฆษณา แบนเนอร์   ติดต่อลงโฆษณา กระทู้ปักหมุด

ย้อนกลับ   Ford Fiesta Club Thailand ชมรมฟอร์ดเฟียสต้าคลับ >> FordFiesta-Club.Com > Ford Fiesta Club Talk > Ford Fiesta Club Knowledge >> ความรู้คู่ปัญญา

ประกาศ

Ford Fiesta Club Knowledge >> ความรู้คู่ปัญญา ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้และดูแลรักษาเจ้า Ford Fiesta อันเป็นที่รัก และคลังกระทู้ที่มีประโยชน์

ตอบกระทู้Reply
 
LinkBack เครื่องมือหัวข้อ Display Modes
  #1 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน ความรู้เรื่องแม็ก และยางครับ

1. เลือกขนาดของล้อที่อยากได้ก่อน

ขนาดของล้อที่ใส่ได้ มีตั้งแต่ ขนาด 15-19 นิ้ว

แม็ก 18-19" ถ้าไม่ใจรักจริง อย่าใส่ดีกว่าครับ ทั้งกระเทือน ทั้งอืดสุดๆ ทั้งทำช่วงล่างพังเร็ว และก็แพงทั้งล้อทั้งยางครับ

มาดูที่ 15 ถึง 17 คิดๆดูง่ายๆเลยนะครับ ว่าล้อขนาด 17,16, 15 ขนาดของแก้มยางมันต่างกันตรงไหน?

205/45 R17 => แก้มยางสูง 92.25 มิล (ขนาดยาง 205/45/17)
205/45 R16 => แก้มยางสูง 92.25 มิล (ขนาดยาง 205/45/16 ไม่ก็ 205/50/16)
195/50 R15 => แก้มยางสูง 97.5x2 มิล (ขนาดยาง 195/50/15 หรือถ้าเน้นใช้งานสบายๆก็ ขนาดยาง 195/55/15)

ด้วยยาง size นี้ ล้อขอบ 17 กับ 16 ความสูงของแก้มยางเท่ากันเด๊ะ ดังนั้นมันจะสะเทือนเท่าๆกัน (แต่ล้อ 16 เส้นผ่าศูยน์กลางจะเล็กกว่า 17 ข้างละ 0.5 นิ้ว และเล็กกว่าล้อเดิมจากโรงงาน ดังนั้นไมล์จะเพี้ยน โดยจะขึ้นไวกว่าความเป็นจริง) ส่วนล้อขอบ 15 แก้มสูงกว่า 5 มิล ก็ไม่ได้เยอะอะไร คงไม่ได้นุ่มกว่าอะไรกว่าล้อ 16 และ 17 มากมายครับ แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่าง 17, 16, 15 คือเส้นผ่าศูยน์กลางของล้อ (เพราะแก้มยางสูงเท่าๆกัน) ซึ่งมีผลทำให้ระยะทางที่ล้อหมุนไป 1 รอบได้ระยะทางต่างกัน ทำให้ไมล์เพี้ยนครับ

ดังนั้นจะสรุปได้ว่า

ล้อขนาด 15, 16, 17 ความกระเทือน ความกระด้างไม่ต่างกันมาก เพราะความสูงของแก้มยางใกล้เคียงกัน ดังนั้น...

ล้อ 17 => สวย ดูเต็มซุ้มที่สุด มีแบบเยอะ แต่ก็แพงสุด ออกตัวอืดกว่านิดนึง (ขับไปเดี๋ยวก็ชิน) ขนาดใกล้เคียงล้อโรงงานที่สุด ทำให้ไมล์จะเพี้ยนน้อยที่สุด
ล้อ 16 => จะซื้อ 16 เอา 17 เลยดีกว่า เพราะราคาใกล้เคียง และความกระเทือนไม่หนี 17 เลย เพราะแก้มยางก็สูงเท่าๆกัน
ล้อ 15 => ได้ความเตี้ย (ใต้ท้องขูดอะไรง่ายขึ้น) ล้อเล็กสุด ออกตัวปรู๊ดปร๊าดที่สุด แต่ไมล์เพี้ยนมากที่สุด แต่ก็ประหยัดน้ำมันกว่า 17 และราคาถูกกว่า

อ้อ...เติมลมยางผสมไนโตรเจน จะช่วยให้นุ่มขึ้นอีกนิดนึงครับ

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ เส้นรอบวงของล้อที่เปลี่ยนไป จะมีผลกับตัวเข็มไมล์ด้วย

คิดแบบง่ายๆ สูตรเส้นรอบวงของวงกลมคือ 2พายอาร์ โดยพาย = 3.1415926, และ 1 นิ้วเท่ากับ 25.4 มิล

สูตร => 2 x พาย x (ขนาดล้อ(นิ้ว)/2 (รัศมีก็เอาครึ่งเดียว) x 25.4(แปลงเป็นมิล) + ความสูงแก้ม(มิล)

205/45 R17 => 2 x 3.14 x (((17/2) x 25.4) + (92.25)) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1935.18 มิล
205/40 R17 => 2 x 3.14 x (((17/2) x 25.4) + 82) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1870.81 มิล
205/45 R16 => 2 x 3.14 x (((16/2) x 25.4)+92.25) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1,855.42 มิล
195/50 R15 => 2 x 3.14 x (((15/2) x 25.4) + 97.5) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1808.64 มิล

เทียบกับล้อเดิม

185/55 R16 => 2 x 3.14 x (((16/2) x 25.4) + 101.75) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1,915.08 มิล
175/65 R15 => 2 x 3.14 x (((15/2) x 25.4) + 113.75) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1,910.69 มิล

จะเห็นว่า ล้อ 17 กับยาง 205/45 จะขนาดใกล้เคียงล้อเดิมที่สุด ไมล์จึงเพี้ยนน้อยที่สุด

เทียบดูกับล้อเดิมๆแล้ว ล้อ 15 จะเล็กสุด ไมล์จึงเพี้ยนให้เห็นว่าไมล์จะอ่อน ขึ้นไวกว่าความเป็นจริง เช่นขับอยู่ที่ 50 กิโลต่อชั่วโมง แต่ความเร็วจริงอาจจะ 45 แต่ด้วยล้อที่เล็กกว่า เวลาออกตัวจึงดูปรู๊ดปราดกว่า แต่ที่ความเร็วสูงๆก็จะสียเปรียบล้อที่ใหญ่กว่าครับ

ส่วนล้อ 17 จะใกล้เคียงกับขนาดของล้อเดิมมากที่สุด ล้อใหญ่กว่าจึงออกตัวอึดดกว่า ทั้งจากขนาดของหน้ายางและน้ำหนัก แต่เข็มไมล์จะเพี้ยนน้อยที่สุดครับ

อ้อ แถมเรื่องความกว้างของล้อด้วยครับ

ล้อ 17 x 7 กับ 17 x 7.5 นิ้ว ที่ Offset +42 เท่ากัน เวลาใส่ก็จะยื่นออกมาเท่าๆกัน ให้ดูที่ Offset เป็นหลักครับ ส่วนความกว้างที่เพิ่มขึ้นมาอีก 0.5 นิ้ว จะไปเพิ่มที่ด้านในของล้อครับ ถ้าล้อกว้างมาก เวลาเลี้ยวก็มีโอกาสที่ยางจะไปติดด้านในซุ้มล้อครับ


2. เลือก Offset ของล้อครับ

อีกตัวที่สำคัญมากๆ ล้อจะยื่นจะหุบก็อยู่ที่ตัวนี้ ปัญหาที่พบคือล้อหน้า เวลาจัมป์แรงๆจะติดที่แป้นน็อตซุ้มล้อหน้า

รถแต่ละรุ่น จะมี ค่าoffsetหลากหลาย ไม่เหมือนกัน บางอย่างก็ใช้ทดแทนกันได้ สังเกตอย่างไรว่า ล้อนั้นมีออฟเซตที่พอดีกับรถ ง่ายๆด้วยสายตา การมองใกล้ๆที่ซุ้มล้อ ล้อที่ใส่ยาง และเติมลมได้ในระดับพอดี จะต้องไม่มีส่วนของยาง หรือแม้แต่แก้มยาง (แลบ) เกินออกมานอกซุ้มล้อ หรือหุบหายจากซุ้มล้อมากเกินไป หรือใช้ไม้ยาวๆ หรือไม้บรรทัดทาบกับซุ้มล้อดูในแนวตั้งฉาก ถ้าออฟเซตบวกมากไป ล้อ และยางจะหุบเข้าไปในซุ้มล้อ แต่ถ้าออฟเซตบวกน้อยไปล้อ และยางก็จะยื่นออกมานอกซุ้มล้อ วิธีดูเลข ออฟเซตของล้อ ล้อแม็กซ์บางรุ่น หรือเกือบทุกยี่ห้อจะกำหนดตัวเลขออฟเซ็ตมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่นปั้มเป็นตัวนูนบ้าง เป็นลักษณะตอกพิมพ์ให้เกิดตัวเลข หรือเป็นสติกเกอร์แปะไว้ ซึ่งกำหนดตัวเลข เช่น Offset 42 ก็จะเป็น ET42 บ้าง +42 บ้าง หรือ 42 เฉยๆ แล้วแต่ลักษณะของบริษัทผู้ผลิตล้อ

ต้องเอาที่ +42 ขึ้นไปครับ (หามากกว่านี้ยากมาก) ถ้าจะให้ดีควรเป็น Offset +50 ก็ยิ่งครับยิ่งดี (คันผมใส่ Offset +48 ก็ยังติด) เพราะ +42 ยางก็ล้นๆบังโคลนแล้วครับ นั่งเยอะๆ จัมป์แรงๆมีติดครับ (ติดแป้นน็อตซุ้มหน้า) ล้อเดิม 16 นิ้วของ GE จะ Offset +53 ครับ เอาง่ายๆก็คือ ถ้าเอาล้อ Offset +38 มาใส่ (ร้านขายเกือบทั้งหมดจะบอกแต่ว่าใส่ได้หมดไม่ติด) ตัวล้อก็จะยื่นออกมาจากจุดที่ล้อเดิมอยู่อีก 53-38 = 15 มิล หรือ 1.5 เซ็นต์ครับ ล้อจึงยื่นออกมาพ้นตัวถังเวลาจัมป์ยางจึงติดบังโคลนครับ

ถ้าหา Offset เยอะๆไม่ได้จริงๆ ใส่ล้อ 17 x 7 Offset +42 กับ ยาง 205/45 แล้วใส่ยางแก้มหลบเยอะๆหน่อยอย่างเช่น Dunlop Direzza DZ101 ก็ช่วยได้ประมาณนึงครับ อาจจะติดซุ้มล้อหน้าบ้าง ขับระวังหน่อยตอนจะขึ้นลงสะพานหรือหลุมใหญ่ๆก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

Note: ยางแก้มไม่หลบ ล้อจะดูสวยเต็มกว่าแบบแก้มหลบ แต่ทำไงได้หละครับ Offset ที่ +50 ขึ้นบ้านเรามันก็ดันหายากซะอีก จะมีก็ล้อแท้ 4 วง 80,000 .....

การดู Offset ล้อก็ดูที่ด้านหลังครับ มักจะเขียนไว้เช่น ET48 หมายถึง Offset +48



ไม่ก็ดูที่ป้าย -> Offset +48 PCD 4 รู 100



"ระยะออฟเซ็ทของวงล้อรถยนต์"

เรื่องของระยะ Offset ล้อ เป็นเรื่องง่ายๆ แต่เลือกยาก Offset ที่ว่าเลือกยาก ก็แน่ รถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ความต้องการของผู้ใช้ที่อยากจะสวยเปลี่ยนไปตลอด เอาเป็นว่าเรื่อง Offset นั้นคืออะไร เลือกอย่างไร การแก้ไข มาดูกันครับ



ออฟเซ็ต (Offset) หรือ ET
ออฟเซ็ต คือ ระยะห่างระหว่าง หน้าแปลนยึดดุมล้อ (Hub Mounting Surface) ภายในล้อแม็กซ์ กับขอบกระทะล้อด้านนอก นับจากจุดกึ่งกลางเป็นจุดตั้ง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร



ออฟเซ็ตศูนย์ (Offset Zero)
คือตำแหน่งยึดดุมล้ออยู่ศูนย์กลางล้อพอดี (นึกถึงถ้าเราเอาล้อแม็กซ์กว้าง 8 นิ้ว มาผ่าครึ่ง จะวัดได้จุดศูนย์กลางที่ 4 นิ้ว แล้วหน้าแปลนยึดดุมล้อด้านในอยู่ตรงที่ตำแหน่งยึดดุมล้อนั้น อยู่กลึ่งกลางพอดี) เรียกว่าออฟเซตศูนย์
ออฟเซ็คบวก ( Positive Offset)คือตำแหน่งยึดดุมล้อ เยื้องออกมาด้านหน้า (ด้านนอกรถ หรือด้านหน้าของแม็กซ์) เริ่มจากจุดศูนย์กลางของล้อ ถ้าหน้าแปลนยึดดุมเริ่มเดินหน้าออกมา ถือว่าเป็น ออฟเซตบวกทันที เช่นเดินหน้าออกจากจุดศูนย์กลางมา 1 มิลลิเมตร เรียก +1 ถ้าเดินหน้าออกมา 10 มิลลิเมตร เรียก + 10 หรือเดินหน้าออกมา 38 มิลิเมตรเรียก + 38 เป็นต้น สังเกตง่ายออฟเซตยิ่งติดบวกมาก ลายด้านหน้าของล้อแม็กซ์ ก็จะออกมามาก หรือแทบออกมาเสมอกับขอบล้อด้านนอกเลย
ออฟเซ็ตลบ (Negative Offset)
ตรงข้ามกับออฟเซตบวก พวกนี้ตำแหน่งยึดดุมล้อจะถอยเข้าไปด้านในของล้อ นับจากจุดศูนย์กลางล้อ ยิ่งถอยเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดลบมากเพียงนั้น ล้อแม็คพวกนี้สังเกตได้คือ ลายด้านหน้าของแม็กซ์จะอยู่ลึกเข้าไปด้านในจากขอบล้อด้านนอก ยึ่งลึกมากยิ่งติดลบมากหรือที่เรียกๆกัน แม็กซ์ออฟลึก (โคตร) นั่นเอง

วิธีวัดออฟเซตของล้อ
มีส่วนมากที่ไม่มีการตีตัวเลข Offset ไว้ที่ล้อ (ปกติข้างกล่อง จะมีตัวเลข Offset , P.c.d. หรือสี มาให้ทุกกล่อง (อย่างผมเคยเป็นคนขายก็ง่าย ) แต่ถ้ากล่องหาย หรือเป็นแม็กซ์มือสอง เรามีวิธีวัดหาค่า Offset ได้อย่างคร่าวๆ สไตล์เรา Thaispeedcar และ เพื่อความเข้าใจเรื่อง Offset มากขึ้น ดังนี้
ล้อที่ยังไม่ใส่ยางถือว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าล้อที่จะวัดถ้าเป็นล้อที่ใส่ยางแล้ว การถอดมาวัดด้านนอกถือว่าจะได้ความถูกต้องแม่นยำกว่า และต้องรู้ขนาดความกว้างของล้อ ที่ระบุไว้ชัดเจน หรือใช้วิธีการวัด ด้วยอุปกรณ์การวัดง่ายๆ ด้วยการหาไม้ หรือวัสดุแข็งๆมาทาบกับล้อ ตลับเมตรหรือไม้บรรทัด และเครื่องคิดเลขอีกสักตัว

หรือเอาสั้นๆ การหาออฟเวทของวงล้อรถยนต์ ให้ทำดังนี้..

1.ให้ลากเส้นสมมุติ ผ่านจุดศูนย์กลางของวงล้อ
2.ให้ลากเส้นสมมุติ แบ่งครึ่งความกว้างของวงล้อ
3.ให้ดูจุดตัดของเส้นทั้งสองเส้น กึงกลางล้อพอดี ออฟเซ็ท เป้น 0
3.1 ดุมยึดแกนล้อ อยู่ใกล้ขอบล้อด้านนอก มากกว่าจุดตัด.......ออฟเซ็ทเป็นบวก
3.2 ดุมยึดแกนล้อ อยู่ใกล้ขอบล้อด้านใน มากกว่าจุดตัด........ออฟเซ็ทเป็นลบ

รถแต่ละรุ่น จะมี ค่าoffsetหลากหลาย ไม่เหมือนกัน บางอย่างก็ใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งค่าoffsetนั้น จะมีความสัมพันธ์กับความกว้างของแม็กซ์ จึงต้อง
คำนึงถึงความกว้างของแม็กซ์ด้วย

สังเกตอย่างไรว่า ล้อนั้นมีออฟเซตที่พอดีกับรถ ง่ายๆด้วยสายตา การมองใกล้ๆที่ซุ้มล้อ ล้อที่ใส่ยาง และเติมลมได้ในระดับพอดี จะต้องไม่มีส่วนของยาง หรือแม้แต่แก้มยาง (แลบ) เกินออกมานอกซุ้มล้อ หรือหุบหายจากซุ้มล้อมากเกินไป หรือใช้ไม้ยาวๆ หรือไม้บรรทัดทาบกับซุ้มล้อดูในแนวตั้งฉาก ถ้าออฟเซตบวกมากไป ล้อ และยางจะหุบเข้าไปในซุ้มล้อ แต่ถ้าออฟเซตบวกน้อยไปล้อ และยางก็จะยื่นออกมานอกซุ้มล้อ
วิธีดูเลข ออฟเซตของล้อ ล้อแม็กซ์บางรุ่น หรือเกือบทุกยี่ห้อจะกำหนดตัวเลขออฟเซ็ตมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่นปั้มเป็นตัวนูนบ้าง เป็นลักษณะตอกพิมพ์ให้เกิดตัวเลข หรือเป็นสติกเกอร์แปะไว้ ซึ่งกำหนดตัวเลข เช่น Offset 42 ก็จะเป็น ET42 บ้าง +42 บ้าง หรือ 42 เฉยๆ แล้วแต่ลักษณะของบริษัทผู้ผลิตล้อ
ต้องเอาที่ +42 ขึ้นไปครับ จะเป็น +45 +48 (แต่หายากมากๆ) ก็ได้ครับยิ่งดี เพราะ +42 ยางก็ล้นๆบังโคลนแล้วครับ (อันนี้นับที่ล้อ 17 กว้าง 7 นิ้วนะครับ) นั่งเยอะๆ จัมป์แรงๆอาจจะมีติดครับ ล้อเดิม 16 นิ้วของ GE จะ Offset +53 ครับ เอาง่ายๆก็คือ ถ้าเอาล้อ Offset +38 มาใส่ (ร้านขายเกือบทั้งหมดจะบอกแต่ว่าใส่ได้หมดไม่ติด) ตัวล้อก็จะยื่นออกมาจากจุดที่ล้อเดิมอยู่อีก 53-38 = 15 มิล หรือ 1.5 เซ็นต์ครับ ล้อจึงยื่นออกมาพ้นตัวถังเวลาจัมป์ยางจึงติดบังโคลนครับ

ออฟเซ็ตติดลบมากไป (ล้อถ่างออกนอกซุ้มล้อ) New Jazz จะเจอปัญหานี้มากกว่า
ล้อ และยางจะเกิน ออกมานอกซุ้มล้อ เกิดโคลนกระเด็นใส่ตัวถัง หรือถ้ารถเตี้ยมากไป ยางเสียดสีกับบังโคลน ซุ้มล้อ และยางเสียหาย ไม่สวยงาม แถมยังมีผลต่ออากาศพลศาสตร์ด้วย

วิธีแก้ไข

1. เจียร หรือพับขอบซุ้มล้อ
เป็นวิธีแก้ไขในกรณีที่ล้อไม่ถ่างออกมามากเกินไป หรือเวลาวิ่งตรงไม่ติด แต่พอขึ้นเนิน เลี้ยว หรือบรรทุกหนักแล้วติด การพับซุ้มถือเป็นวิธีที่นิยมกันมาก แต่ต้องเป็นร้านที่มีฝีมือ เพราะถ้าสีเกิดเสียหายค่าทำสีจะแพงกว่าหลายเท่า แต่วิธีเจียรซุ้มเป็นวิธีที่ง่ายประหยัดกว่า แต่ข้อเสียคือ ซุ้มล้อจะไม่แข็งแรง ยืนพิงเบาๆก็อาจจะยุบได้ หรือถ้าไม่ป้องกันสนิม ซุ้มล้อจะผุอย่างรวดเร็ว
2. ขยายซุ้มล้อ หรือ Wide Bodyการทำให้ซุ้มล้อกว้างขึ้น ถือเป็นวิธีที่ผู้ผลิตยังใช้กัน เป็นงานที่ต้องลงทุนทุบตัวถัง หรือตัดซุ้มล้อใหม่ให้กว้างขึ้น แล้วทำสี เป็นงานที่ลงทุนมาก แต่ก็ให้ความสวยงามมากขึ้น
3. โป่งล้อ หรือ Over Fender
เป็นลักษณะโป่งพลาสติก หรือไฟเบอร์เย็บติดกับซุ้มล้อ เป็นวิธีที่นิยมกันมากในหมู่รถพวก 4X4 จนถึงรถระดับแข่งขัน Circuit
4. ซื้อล้อใหม่ คงไม่ต้องอถิบายกันมากนะครับ

ออฟลึก ออฟตื้น มีผลกับช่วงล่างอย่างไร
พวกแม็กซ์ออฟลึกๆ หรือล้อถ่างออกมาด้านนอก จะมีแรงกระทำต่อลูกปืนล้อ ลูกหมาก มากกว่า (คล้ายคานกระดกที่ย้ายน้ำหนักไปอยู่ด้านปลายมากขึ้น) เป็นการบั่นทอนอายุการใช้งานของพวกช่วงล่าง แต่ให้พลทางด้านการเกาะถนนเพิ่มขึ้น ต่างจากพวกออฟตื้นพวกนี้มีผลต่อช่วงล่างน้อยกว่า อายุการใช้งานของช่วงล่างยาวนานกว่า


3.เลือกยางและซีรียส์ของยาง

ยางประเภท sport highperformance นี้ออกแบบเพื่อเน้นประสิทธิภาพในการเกาะถนนทรงตัวสูง สุด การตอบสนองควารู้สึกที่พวงมาลัยดีเยี่ยม เหมาะกับรถสปอร์ต สมรรถนะสูง ส่วนข้อเสียคือมีราคาแพง ความนุ่มนวล และอายุการใช้งานด้อยกว่ายางประเภทออกแบบสำหรับใช้งา นทั่วไป แต่สำหรับรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง และผู้ที่ต้องการสมรรถนะ และตอบสนองในการขับขี่สูงสุด ยางประเภทสปอร์ตไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากยี่ห้อ หน้าตา ความสวยงามของแล้วแล้ว สิ่งที่ต้องดูตามมาคือ

1. วันที่ผลิต ใหดูที่แก้มยาง จะมีเขียน อาทิตย์และปีที่ผลิตไว้ 1 ปีมี 52 สัปดาห์ ตัวเลขจะปั้มไว้ที่แก้มยางเช่น " 3808" หมายถึงผลิตอาทิต์ที่ 38 ปี 2008



2. Tradeware เป็นอีกจุดที่ควรดู

Tradeware ดูที่แก้มยางได้เลยครับ ตัวเลขยิ่งสูง ยางยิ่งแข็ง (เสียงดัง กระด้าง แต่สึกช้า) ถ้ายางเนื้อนิ่มจะนุ่มกว่าแต่ก็สึกไวกว่าครับ



Tradeware คือ การเปรียบเทียบความทนทานต่อการสึกหรอของยาง ซึ่งทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม เช่น เกรด 150 จะทนมากกว่าเกรด 100 อยู่ 1.5 เท่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนิสัยการขับขี่ การบำรุงรักษา สภาพของถนน และสภาพอากาศด้วย

Traction คือ ความสามารถในการหยุดขณะพื้นถนนที่เปียกทั้งถนนลาดยางและถนนคอนกรีต ซึ่งทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม แบ่งเป็นเกรด AA, A, B และ C ตามลำดับจากประสิทธิภาพสูงไปต่ำ โดยวัดจากระยะการไถลไปข้างข้างหน้าเท่านั้น



Temperature คือ ความทนทานต่ออุณหภูมิสูง การให้กำเนิดและการแพร่กระจายความร้อน ซึ่งทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม จะแบ่งเกรดเป็น A, B และ C ตามลำดับจากประสิทธิภาพสูงไปต่ำ ความร้อนนั้นจะทำให้สภาพยางเสื่อม อายุของยางสั้นลง และยางระเบิดได้ เกรด C นั้นต้องได้มาตรฐานของ Federal Motor Vehicle Safety Standard No.109 ส่วนเกรด A และ B นั้นต้องได้มาตรฐานตามกฏหมายกำหนดด้วย Temperature Grade นั้นมีไว้กำหนดขนาดของลมยางและน้ำหนักบรรทุก การขับเร็วเกิดขีดจำกัดของยาง ความดันลมยางที่ต่ำ หรือ บรรทุกน้ำหนักเกินขีดจำกัดของยาง ซึ่งสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือทุกสาเหตุดังกล่าวรวมกัน สามารถทำให้เกิดความร้อน และทำให้ยางเสียได้

3. แบบของดอกยาง ควรดูเรื่อง รูปแบบของดอกยางและเนื้อยางด้วยครับ ดอกยิ่งละเอียด เสียงยิ่งเงียบครับ

4. ขนาดและซีรียส์ของยาง

สมมุติขนาดยางเดิมเป็น 205/60 R15

205 คือ ความกว้างของยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ในที่นี้คือ 205 มม.

60 คือ ซีรี่ส์หรืออัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็น % ในที่นี้คือ 205 x 60% = 123 มม.
จากนั้นจะต้องนำมาคูณ 2 จะได้เป็น 246 มม. ( ที่นำมาคูณ 2 หมายถึง แก้มยางบนและล่าง )

สำหรับเรื่องซีรียส์ของยาง ยกตัวอย่าง 205/45 กับ 205/40 การใส่ซีรียส์ 40 มาแทบไม่ได้ช่วยให้ไม่ติดเลย (ถ้าล้อ offset ยื่น) เพี่ยงแค่ช่วยให้ยางห่างจากบังโคลนมากขึ้นอีกประมาณ 1 เซ็นต์ ซึ่งทำให้รถกระเทือนมากขึ้นอีกครับ และที่สำคัญคือไม่สวยเนื่องจากมีช่องว่างมากไป แล้วถ้าโหลดรถลงมา ตัว ซีรียส์ 40 ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอยู่ดี ลองคิดง่ายๆ

205/45 แก้มยาง 1 ข้างจะสูงเท่ากับ 92.25 มิล
205/40 แก้มยาง 1 ข้างจะสูงเท่ากับ 82 มิล

ความสูงต่างกัน 1.25 เซ็นต์ ก็กระเทือนต่างกันพอสมควรนะครับ

5. รูปแบบของแก้มยาง จะมี 2 แบบคือ แก้มยางปกติ และแก้มหลบ ตัวแก้มหลบ มุมของแก้มยางจะหลบเข้าในมากขึ้นเพื่อช่วยให้ติดน้อยลง

Note: การเลือกซื้อล้อและยางควรทำการบ้านไปก่อนนะครับ เพราะร้านแม็กในเมืองไทยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ต้องการขายเพียงอย่างเดียว ฉนั้นอย่าไปเชื่อร้านมากครับ เชื่อตัวเองดีกว่า ยิ่งทางร้านเห็นลูกค้าไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ เสร็จเลยครับ

และนี่คือเจ้าหัวน็อตตัวดีที่ทำให้ติดด้านในครับ




หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

เครดิตคุณ TUM ครับ เห็นว่าละเอียดดีก้อลองมาให้อ่านกัน
 
 
Reply With Quote
GAS LEADER AND SERVICES
  #2 (permalink)  
Old 14-Dec-11
เด็กขายพวงมาลัย
totor's Avatar

1.6 4Drs Trend
สมัครสมาชิกเมื่อ: Mar 2011
โพส: 16


MetropolitanGrey
มาตรฐาน

อ้างอิงถึง:
โพสต้นฉบับโดย thap2519 View Post
1.สุดยอดครับกับความรู้ครับ....... เลือกขนาดของล้อที่อยากได้ก่อน

ขนาดของล้อที่ใส่ได้ มีตั้งแต่ ขนาด 15-19 นิ้ว

แม็ก 18-19" ถ้าไม่ใจรักจริง อย่าใส่ดีกว่าครับ ทั้งกระเทือน ทั้งอืดสุดๆ ทั้งทำช่วงล่างพังเร็ว และก็แพงทั้งล้อทั้งยางครับ

มาดูที่ 15 ถึง 17 คิดๆดูง่ายๆเลยนะครับ ว่าล้อขนาด 17,16, 15 ขนาดของแก้มยางมันต่างกันตรงไหน?

205/45 R17 => แก้มยางสูง 92.25 มิล (ขนาดยาง 205/45/17)
205/45 R16 => แก้มยางสูง 92.25 มิล (ขนาดยาง 205/45/16 ไม่ก็ 205/50/16)
195/50 R15 => แก้มยางสูง 97.5x2 มิล (ขนาดยาง 195/50/15 หรือถ้าเน้นใช้งานสบายๆก็ ขนาดยาง 195/55/15)

ด้วยยาง size นี้ ล้อขอบ 17 กับ 16 ความสูงของแก้มยางเท่ากันเด๊ะ ดังนั้นมันจะสะเทือนเท่าๆกัน (แต่ล้อ 16 เส้นผ่าศูยน์กลางจะเล็กกว่า 17 ข้างละ 0.5 นิ้ว และเล็กกว่าล้อเดิมจากโรงงาน ดังนั้นไมล์จะเพี้ยน โดยจะขึ้นไวกว่าความเป็นจริง) ส่วนล้อขอบ 15 แก้มสูงกว่า 5 มิล ก็ไม่ได้เยอะอะไร คงไม่ได้นุ่มกว่าอะไรกว่าล้อ 16 และ 17 มากมายครับ แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่าง 17, 16, 15 คือเส้นผ่าศูยน์กลางของล้อ (เพราะแก้มยางสูงเท่าๆกัน) ซึ่งมีผลทำให้ระยะทางที่ล้อหมุนไป 1 รอบได้ระยะทางต่างกัน ทำให้ไมล์เพี้ยนครับ

ดังนั้นจะสรุปได้ว่า

ล้อขนาด 15, 16, 17 ความกระเทือน ความกระด้างไม่ต่างกันมาก เพราะความสูงของแก้มยางใกล้เคียงกัน ดังนั้น...

ล้อ 17 => สวย ดูเต็มซุ้มที่สุด มีแบบเยอะ แต่ก็แพงสุด ออกตัวอืดกว่านิดนึง (ขับไปเดี๋ยวก็ชิน) ขนาดใกล้เคียงล้อโรงงานที่สุด ทำให้ไมล์จะเพี้ยนน้อยที่สุด
ล้อ 16 => จะซื้อ 16 เอา 17 เลยดีกว่า เพราะราคาใกล้เคียง และความกระเทือนไม่หนี 17 เลย เพราะแก้มยางก็สูงเท่าๆกัน
ล้อ 15 => ได้ความเตี้ย (ใต้ท้องขูดอะไรง่ายขึ้น) ล้อเล็กสุด ออกตัวปรู๊ดปร๊าดที่สุด แต่ไมล์เพี้ยนมากที่สุด แต่ก็ประหยัดน้ำมันกว่า 17 และราคาถูกกว่า

อ้อ...เติมลมยางผสมไนโตรเจน จะช่วยให้นุ่มขึ้นอีกนิดนึงครับ

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ เส้นรอบวงของล้อที่เปลี่ยนไป จะมีผลกับตัวเข็มไมล์ด้วย

คิดแบบง่ายๆ สูตรเส้นรอบวงของวงกลมคือ 2พายอาร์ โดยพาย = 3.1415926, และ 1 นิ้วเท่ากับ 25.4 มิล

สูตร => 2 x พาย x (ขนาดล้อ(นิ้ว)/2 (รัศมีก็เอาครึ่งเดียว) x 25.4(แปลงเป็นมิล) + ความสูงแก้ม(มิล)

205/45 R17 => 2 x 3.14 x (((17/2) x 25.4) + (92.25)) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1935.18 มิล
205/40 R17 => 2 x 3.14 x (((17/2) x 25.4) + 82) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1870.81 มิล
205/45 R16 => 2 x 3.14 x (((16/2) x 25.4)+92.25) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1,855.42 มิล
195/50 R15 => 2 x 3.14 x (((15/2) x 25.4) + 97.5) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1808.64 มิล

เทียบกับล้อเดิม

185/55 R16 => 2 x 3.14 x (((16/2) x 25.4) + 101.75) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1,915.08 มิล
175/65 R15 => 2 x 3.14 x (((15/2) x 25.4) + 113.75) => ล้อหมุน 1 รอบได้ระยะทาง 1,910.69 มิล

จะเห็นว่า ล้อ 17 กับยาง 205/45 จะขนาดใกล้เคียงล้อเดิมที่สุด ไมล์จึงเพี้ยนน้อยที่สุด

เทียบดูกับล้อเดิมๆแล้ว ล้อ 15 จะเล็กสุด ไมล์จึงเพี้ยนให้เห็นว่าไมล์จะอ่อน ขึ้นไวกว่าความเป็นจริง เช่นขับอยู่ที่ 50 กิโลต่อชั่วโมง แต่ความเร็วจริงอาจจะ 45 แต่ด้วยล้อที่เล็กกว่า เวลาออกตัวจึงดูปรู๊ดปราดกว่า แต่ที่ความเร็วสูงๆก็จะสียเปรียบล้อที่ใหญ่กว่าครับ

ส่วนล้อ 17 จะใกล้เคียงกับขนาดของล้อเดิมมากที่สุด ล้อใหญ่กว่าจึงออกตัวอึดดกว่า ทั้งจากขนาดของหน้ายางและน้ำหนัก แต่เข็มไมล์จะเพี้ยนน้อยที่สุดครับ

อ้อ แถมเรื่องความกว้างของล้อด้วยครับ

ล้อ 17 x 7 กับ 17 x 7.5 นิ้ว ที่ Offset +42 เท่ากัน เวลาใส่ก็จะยื่นออกมาเท่าๆกัน ให้ดูที่ Offset เป็นหลักครับ ส่วนความกว้างที่เพิ่มขึ้นมาอีก 0.5 นิ้ว จะไปเพิ่มที่ด้านในของล้อครับ ถ้าล้อกว้างมาก เวลาเลี้ยวก็มีโอกาสที่ยางจะไปติดด้านในซุ้มล้อครับ


2. เลือก Offset ของล้อครับ

อีกตัวที่สำคัญมากๆ ล้อจะยื่นจะหุบก็อยู่ที่ตัวนี้ ปัญหาที่พบคือล้อหน้า เวลาจัมป์แรงๆจะติดที่แป้นน็อตซุ้มล้อหน้า

รถแต่ละรุ่น จะมี ค่าoffsetหลากหลาย ไม่เหมือนกัน บางอย่างก็ใช้ทดแทนกันได้ สังเกตอย่างไรว่า ล้อนั้นมีออฟเซตที่พอดีกับรถ ง่ายๆด้วยสายตา การมองใกล้ๆที่ซุ้มล้อ ล้อที่ใส่ยาง และเติมลมได้ในระดับพอดี จะต้องไม่มีส่วนของยาง หรือแม้แต่แก้มยาง (แลบ) เกินออกมานอกซุ้มล้อ หรือหุบหายจากซุ้มล้อมากเกินไป หรือใช้ไม้ยาวๆ หรือไม้บรรทัดทาบกับซุ้มล้อดูในแนวตั้งฉาก ถ้าออฟเซตบวกมากไป ล้อ และยางจะหุบเข้าไปในซุ้มล้อ แต่ถ้าออฟเซตบวกน้อยไปล้อ และยางก็จะยื่นออกมานอกซุ้มล้อ วิธีดูเลข ออฟเซตของล้อ ล้อแม็กซ์บางรุ่น หรือเกือบทุกยี่ห้อจะกำหนดตัวเลขออฟเซ็ตมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่นปั้มเป็นตัวนูนบ้าง เป็นลักษณะตอกพิมพ์ให้เกิดตัวเลข หรือเป็นสติกเกอร์แปะไว้ ซึ่งกำหนดตัวเลข เช่น Offset 42 ก็จะเป็น ET42 บ้าง +42 บ้าง หรือ 42 เฉยๆ แล้วแต่ลักษณะของบริษัทผู้ผลิตล้อ

ต้องเอาที่ +42 ขึ้นไปครับ (หามากกว่านี้ยากมาก) ถ้าจะให้ดีควรเป็น Offset +50 ก็ยิ่งครับยิ่งดี (คันผมใส่ Offset +48 ก็ยังติด) เพราะ +42 ยางก็ล้นๆบังโคลนแล้วครับ นั่งเยอะๆ จัมป์แรงๆมีติดครับ (ติดแป้นน็อตซุ้มหน้า) ล้อเดิม 16 นิ้วของ GE จะ Offset +53 ครับ เอาง่ายๆก็คือ ถ้าเอาล้อ Offset +38 มาใส่ (ร้านขายเกือบทั้งหมดจะบอกแต่ว่าใส่ได้หมดไม่ติด) ตัวล้อก็จะยื่นออกมาจากจุดที่ล้อเดิมอยู่อีก 53-38 = 15 มิล หรือ 1.5 เซ็นต์ครับ ล้อจึงยื่นออกมาพ้นตัวถังเวลาจัมป์ยางจึงติดบังโคลนครับ

ถ้าหา Offset เยอะๆไม่ได้จริงๆ ใส่ล้อ 17 x 7 Offset +42 กับ ยาง 205/45 แล้วใส่ยางแก้มหลบเยอะๆหน่อยอย่างเช่น Dunlop Direzza DZ101 ก็ช่วยได้ประมาณนึงครับ อาจจะติดซุ้มล้อหน้าบ้าง ขับระวังหน่อยตอนจะขึ้นลงสะพานหรือหลุมใหญ่ๆก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

Note: ยางแก้มไม่หลบ ล้อจะดูสวยเต็มกว่าแบบแก้มหลบ แต่ทำไงได้หละครับ Offset ที่ +50 ขึ้นบ้านเรามันก็ดันหายากซะอีก จะมีก็ล้อแท้ 4 วง 80,000 .....

การดู Offset ล้อก็ดูที่ด้านหลังครับ มักจะเขียนไว้เช่น ET48 หมายถึง Offset +48



ไม่ก็ดูที่ป้าย -> Offset +48 PCD 4 รู 100



"ระยะออฟเซ็ทของวงล้อรถยนต์"

เรื่องของระยะ Offset ล้อ เป็นเรื่องง่ายๆ แต่เลือกยาก Offset ที่ว่าเลือกยาก ก็แน่ รถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ความต้องการของผู้ใช้ที่อยากจะสวยเปลี่ยนไปตลอด เอาเป็นว่าเรื่อง Offset นั้นคืออะไร เลือกอย่างไร การแก้ไข มาดูกันครับ



ออฟเซ็ต (Offset) หรือ ET
ออฟเซ็ต คือ ระยะห่างระหว่าง หน้าแปลนยึดดุมล้อ (Hub Mounting Surface) ภายในล้อแม็กซ์ กับขอบกระทะล้อด้านนอก นับจากจุดกึ่งกลางเป็นจุดตั้ง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร



ออฟเซ็ตศูนย์ (Offset Zero)
คือตำแหน่งยึดดุมล้ออยู่ศูนย์กลางล้อพอดี (นึกถึงถ้าเราเอาล้อแม็กซ์กว้าง 8 นิ้ว มาผ่าครึ่ง จะวัดได้จุดศูนย์กลางที่ 4 นิ้ว แล้วหน้าแปลนยึดดุมล้อด้านในอยู่ตรงที่ตำแหน่งยึดดุมล้อนั้น อยู่กลึ่งกลางพอดี) เรียกว่าออฟเซตศูนย์
ออฟเซ็คบวก ( Positive Offset)คือตำแหน่งยึดดุมล้อ เยื้องออกมาด้านหน้า (ด้านนอกรถ หรือด้านหน้าของแม็กซ์) เริ่มจากจุดศูนย์กลางของล้อ ถ้าหน้าแปลนยึดดุมเริ่มเดินหน้าออกมา ถือว่าเป็น ออฟเซตบวกทันที เช่นเดินหน้าออกจากจุดศูนย์กลางมา 1 มิลลิเมตร เรียก +1 ถ้าเดินหน้าออกมา 10 มิลลิเมตร เรียก + 10 หรือเดินหน้าออกมา 38 มิลิเมตรเรียก + 38 เป็นต้น สังเกตง่ายออฟเซตยิ่งติดบวกมาก ลายด้านหน้าของล้อแม็กซ์ ก็จะออกมามาก หรือแทบออกมาเสมอกับขอบล้อด้านนอกเลย
ออฟเซ็ตลบ (Negative Offset)
ตรงข้ามกับออฟเซตบวก พวกนี้ตำแหน่งยึดดุมล้อจะถอยเข้าไปด้านในของล้อ นับจากจุดศูนย์กลางล้อ ยิ่งถอยเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดลบมากเพียงนั้น ล้อแม็คพวกนี้สังเกตได้คือ ลายด้านหน้าของแม็กซ์จะอยู่ลึกเข้าไปด้านในจากขอบล้อด้านนอก ยึ่งลึกมากยิ่งติดลบมากหรือที่เรียกๆกัน แม็กซ์ออฟลึก (โคตร) นั่นเอง

วิธีวัดออฟเซตของล้อ
มีส่วนมากที่ไม่มีการตีตัวเลข Offset ไว้ที่ล้อ (ปกติข้างกล่อง จะมีตัวเลข Offset , P.c.d. หรือสี มาให้ทุกกล่อง (อย่างผมเคยเป็นคนขายก็ง่าย ) แต่ถ้ากล่องหาย หรือเป็นแม็กซ์มือสอง เรามีวิธีวัดหาค่า Offset ได้อย่างคร่าวๆ สไตล์เรา Thaispeedcar และ เพื่อความเข้าใจเรื่อง Offset มากขึ้น ดังนี้
ล้อที่ยังไม่ใส่ยางถือว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าล้อที่จะวัดถ้าเป็นล้อที่ใส่ยางแล้ว การถอดมาวัดด้านนอกถือว่าจะได้ความถูกต้องแม่นยำกว่า และต้องรู้ขนาดความกว้างของล้อ ที่ระบุไว้ชัดเจน หรือใช้วิธีการวัด ด้วยอุปกรณ์การวัดง่ายๆ ด้วยการหาไม้ หรือวัสดุแข็งๆมาทาบกับล้อ ตลับเมตรหรือไม้บรรทัด และเครื่องคิดเลขอีกสักตัว

หรือเอาสั้นๆ การหาออฟเวทของวงล้อรถยนต์ ให้ทำดังนี้..

1.ให้ลากเส้นสมมุติ ผ่านจุดศูนย์กลางของวงล้อ
2.ให้ลากเส้นสมมุติ แบ่งครึ่งความกว้างของวงล้อ
3.ให้ดูจุดตัดของเส้นทั้งสองเส้น กึงกลางล้อพอดี ออฟเซ็ท เป้น 0
3.1 ดุมยึดแกนล้อ อยู่ใกล้ขอบล้อด้านนอก มากกว่าจุดตัด.......ออฟเซ็ทเป็นบวก
3.2 ดุมยึดแกนล้อ อยู่ใกล้ขอบล้อด้านใน มากกว่าจุดตัด........ออฟเซ็ทเป็นลบ

รถแต่ละรุ่น จะมี ค่าoffsetหลากหลาย ไม่เหมือนกัน บางอย่างก็ใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งค่าoffsetนั้น จะมีความสัมพันธ์กับความกว้างของแม็กซ์ จึงต้อง
คำนึงถึงความกว้างของแม็กซ์ด้วย

สังเกตอย่างไรว่า ล้อนั้นมีออฟเซตที่พอดีกับรถ ง่ายๆด้วยสายตา การมองใกล้ๆที่ซุ้มล้อ ล้อที่ใส่ยาง และเติมลมได้ในระดับพอดี จะต้องไม่มีส่วนของยาง หรือแม้แต่แก้มยาง (แลบ) เกินออกมานอกซุ้มล้อ หรือหุบหายจากซุ้มล้อมากเกินไป หรือใช้ไม้ยาวๆ หรือไม้บรรทัดทาบกับซุ้มล้อดูในแนวตั้งฉาก ถ้าออฟเซตบวกมากไป ล้อ และยางจะหุบเข้าไปในซุ้มล้อ แต่ถ้าออฟเซตบวกน้อยไปล้อ และยางก็จะยื่นออกมานอกซุ้มล้อ
วิธีดูเลข ออฟเซตของล้อ ล้อแม็กซ์บางรุ่น หรือเกือบทุกยี่ห้อจะกำหนดตัวเลขออฟเซ็ตมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่นปั้มเป็นตัวนูนบ้าง เป็นลักษณะตอกพิมพ์ให้เกิดตัวเลข หรือเป็นสติกเกอร์แปะไว้ ซึ่งกำหนดตัวเลข เช่น Offset 42 ก็จะเป็น ET42 บ้าง +42 บ้าง หรือ 42 เฉยๆ แล้วแต่ลักษณะของบริษัทผู้ผลิตล้อ
ต้องเอาที่ +42 ขึ้นไปครับ จะเป็น +45 +48 (แต่หายากมากๆ) ก็ได้ครับยิ่งดี เพราะ +42 ยางก็ล้นๆบังโคลนแล้วครับ (อันนี้นับที่ล้อ 17 กว้าง 7 นิ้วนะครับ) นั่งเยอะๆ จัมป์แรงๆอาจจะมีติดครับ ล้อเดิม 16 นิ้วของ GE จะ Offset +53 ครับ เอาง่ายๆก็คือ ถ้าเอาล้อ Offset +38 มาใส่ (ร้านขายเกือบทั้งหมดจะบอกแต่ว่าใส่ได้หมดไม่ติด) ตัวล้อก็จะยื่นออกมาจากจุดที่ล้อเดิมอยู่อีก 53-38 = 15 มิล หรือ 1.5 เซ็นต์ครับ ล้อจึงยื่นออกมาพ้นตัวถังเวลาจัมป์ยางจึงติดบังโคลนครับ

ออฟเซ็ตติดลบมากไป (ล้อถ่างออกนอกซุ้มล้อ) New Jazz จะเจอปัญหานี้มากกว่า
ล้อ และยางจะเกิน ออกมานอกซุ้มล้อ เกิดโคลนกระเด็นใส่ตัวถัง หรือถ้ารถเตี้ยมากไป ยางเสียดสีกับบังโคลน ซุ้มล้อ และยางเสียหาย ไม่สวยงาม แถมยังมีผลต่ออากาศพลศาสตร์ด้วย

วิธีแก้ไข

1. เจียร หรือพับขอบซุ้มล้อ
เป็นวิธีแก้ไขในกรณีที่ล้อไม่ถ่างออกมามากเกินไป หรือเวลาวิ่งตรงไม่ติด แต่พอขึ้นเนิน เลี้ยว หรือบรรทุกหนักแล้วติด การพับซุ้มถือเป็นวิธีที่นิยมกันมาก แต่ต้องเป็นร้านที่มีฝีมือ เพราะถ้าสีเกิดเสียหายค่าทำสีจะแพงกว่าหลายเท่า แต่วิธีเจียรซุ้มเป็นวิธีที่ง่ายประหยัดกว่า แต่ข้อเสียคือ ซุ้มล้อจะไม่แข็งแรง ยืนพิงเบาๆก็อาจจะยุบได้ หรือถ้าไม่ป้องกันสนิม ซุ้มล้อจะผุอย่างรวดเร็ว
2. ขยายซุ้มล้อ หรือ Wide Bodyการทำให้ซุ้มล้อกว้างขึ้น ถือเป็นวิธีที่ผู้ผลิตยังใช้กัน เป็นงานที่ต้องลงทุนทุบตัวถัง หรือตัดซุ้มล้อใหม่ให้กว้างขึ้น แล้วทำสี เป็นงานที่ลงทุนมาก แต่ก็ให้ความสวยงามมากขึ้น
3. โป่งล้อ หรือ Over Fender
เป็นลักษณะโป่งพลาสติก หรือไฟเบอร์เย็บติดกับซุ้มล้อ เป็นวิธีที่นิยมกันมากในหมู่รถพวก 4X4 จนถึงรถระดับแข่งขัน Circuit
4. ซื้อล้อใหม่ คงไม่ต้องอถิบายกันมากนะครับ

ออฟลึก ออฟตื้น มีผลกับช่วงล่างอย่างไร
พวกแม็กซ์ออฟลึกๆ หรือล้อถ่างออกมาด้านนอก จะมีแรงกระทำต่อลูกปืนล้อ ลูกหมาก มากกว่า (คล้ายคานกระดกที่ย้ายน้ำหนักไปอยู่ด้านปลายมากขึ้น) เป็นการบั่นทอนอายุการใช้งานของพวกช่วงล่าง แต่ให้พลทางด้านการเกาะถนนเพิ่มขึ้น ต่างจากพวกออฟตื้นพวกนี้มีผลต่อช่วงล่างน้อยกว่า อายุการใช้งานของช่วงล่างยาวนานกว่า


3.เลือกยางและซีรียส์ของยาง

ยางประเภท sport highperformance นี้ออกแบบเพื่อเน้นประสิทธิภาพในการเกาะถนนทรงตัวสูง สุด การตอบสนองควารู้สึกที่พวงมาลัยดีเยี่ยม เหมาะกับรถสปอร์ต สมรรถนะสูง ส่วนข้อเสียคือมีราคาแพง ความนุ่มนวล และอายุการใช้งานด้อยกว่ายางประเภทออกแบบสำหรับใช้งา นทั่วไป แต่สำหรับรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง และผู้ที่ต้องการสมรรถนะ และตอบสนองในการขับขี่สูงสุด ยางประเภทสปอร์ตไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากยี่ห้อ หน้าตา ความสวยงามของแล้วแล้ว สิ่งที่ต้องดูตามมาคือ

1. วันที่ผลิต ใหดูที่แก้มยาง จะมีเขียน อาทิตย์และปีที่ผลิตไว้ 1 ปีมี 52 สัปดาห์ ตัวเลขจะปั้มไว้ที่แก้มยางเช่น " 3808" หมายถึงผลิตอาทิต์ที่ 38 ปี 2008



2. Tradeware เป็นอีกจุดที่ควรดู

Tradeware ดูที่แก้มยางได้เลยครับ ตัวเลขยิ่งสูง ยางยิ่งแข็ง (เสียงดัง กระด้าง แต่สึกช้า) ถ้ายางเนื้อนิ่มจะนุ่มกว่าแต่ก็สึกไวกว่าครับ



Tradeware คือ การเปรียบเทียบความทนทานต่อการสึกหรอของยาง ซึ่งทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม เช่น เกรด 150 จะทนมากกว่าเกรด 100 อยู่ 1.5 เท่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนิสัยการขับขี่ การบำรุงรักษา สภาพของถนน และสภาพอากาศด้วย

Traction คือ ความสามารถในการหยุดขณะพื้นถนนที่เปียกทั้งถนนลาดยางและถนนคอนกรีต ซึ่งทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม แบ่งเป็นเกรด AA, A, B และ C ตามลำดับจากประสิทธิภาพสูงไปต่ำ โดยวัดจากระยะการไถลไปข้างข้างหน้าเท่านั้น



Temperature คือ ความทนทานต่ออุณหภูมิสูง การให้กำเนิดและการแพร่กระจายความร้อน ซึ่งทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม จะแบ่งเกรดเป็น A, B และ C ตามลำดับจากประสิทธิภาพสูงไปต่ำ ความร้อนนั้นจะทำให้สภาพยางเสื่อม อายุของยางสั้นลง และยางระเบิดได้ เกรด C นั้นต้องได้มาตรฐานของ Federal Motor Vehicle Safety Standard No.109 ส่วนเกรด A และ B นั้นต้องได้มาตรฐานตามกฏหมายกำหนดด้วย Temperature Grade นั้นมีไว้กำหนดขนาดของลมยางและน้ำหนักบรรทุก การขับเร็วเกิดขีดจำกัดของยาง ความดันลมยางที่ต่ำ หรือ บรรทุกน้ำหนักเกินขีดจำกัดของยาง ซึ่งสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือทุกสาเหตุดังกล่าวรวมกัน สามารถทำให้เกิดความร้อน และทำให้ยางเสียได้

3. แบบของดอกยาง ควรดูเรื่อง รูปแบบของดอกยางและเนื้อยางด้วยครับ ดอกยิ่งละเอียด เสียงยิ่งเงียบครับ

4. ขนาดและซีรียส์ของยาง

สมมุติขนาดยางเดิมเป็น 205/60 R15

205 คือ ความกว้างของยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ในที่นี้คือ 205 มม.

60 คือ ซีรี่ส์หรืออัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็น % ในที่นี้คือ 205 x 60% = 123 มม.
จากนั้นจะต้องนำมาคูณ 2 จะได้เป็น 246 มม. ( ที่นำมาคูณ 2 หมายถึง แก้มยางบนและล่าง )

สำหรับเรื่องซีรียส์ของยาง ยกตัวอย่าง 205/45 กับ 205/40 การใส่ซีรียส์ 40 มาแทบไม่ได้ช่วยให้ไม่ติดเลย (ถ้าล้อ offset ยื่น) เพี่ยงแค่ช่วยให้ยางห่างจากบังโคลนมากขึ้นอีกประมาณ 1 เซ็นต์ ซึ่งทำให้รถกระเทือนมากขึ้นอีกครับ และที่สำคัญคือไม่สวยเนื่องจากมีช่องว่างมากไป แล้วถ้าโหลดรถลงมา ตัว ซีรียส์ 40 ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอยู่ดี ลองคิดง่ายๆ

205/45 แก้มยาง 1 ข้างจะสูงเท่ากับ 92.25 มิล
205/40 แก้มยาง 1 ข้างจะสูงเท่ากับ 82 มิล

ความสูงต่างกัน 1.25 เซ็นต์ ก็กระเทือนต่างกันพอสมควรนะครับ

5. รูปแบบของแก้มยาง จะมี 2 แบบคือ แก้มยางปกติ และแก้มหลบ ตัวแก้มหลบ มุมของแก้มยางจะหลบเข้าในมากขึ้นเพื่อช่วยให้ติดน้อยลง

Note: การเลือกซื้อล้อและยางควรทำการบ้านไปก่อนนะครับ เพราะร้านแม็กในเมืองไทยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ต้องการขายเพียงอย่างเดียว ฉนั้นอย่าไปเชื่อร้านมากครับ เชื่อตัวเองดีกว่า ยิ่งทางร้านเห็นลูกค้าไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ เสร็จเลยครับ

และนี่คือเจ้าหัวน็อตตัวดีที่ทำให้ติดด้านในครับ




หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

เครดิตคุณ TUM ครับ เห็นว่าละเอียดดีก้อลองมาให้อ่านกัน
 
 
Reply With Quote
  #3 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark V
mairumaichi's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: Dec 2010
ภูมิลำเนา: BKK
โพส: 1,087


Send a message via MSN to mairumaichi
CoolWhite
มาตรฐาน

ขอบคุณที่เอามาให้อ่าน
ซูดยวด

แต่แล้วสรุปเปลี่ยนขนาด17 ใช้offsetเท่าไรดีอะ

ชั่งใจๆ เปลี่ยนยาง หรือเปลี่ยนทั้งชุด ยางสี่หมื่นโลนี่มันดังได้ใจจริงๆ
__________________
 
 
Reply With Quote
  #4 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark VIII
udom1982's Avatar

1.6 5Drs Trend
สมัครสมาชิกเมื่อ: Nov 2010
ภูมิลำเนา: นครปฐม
โพส: 3,111


MetropolitanGrey
มาตรฐาน

 
 
Reply With Quote
  #5 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark II
sandandee's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: Jan 2011
โพส: 184


BlackMica
มาตรฐาน

อ้างอิงถึง:
โพสต้นฉบับโดย mairumaichi View Post
ขอบคุณที่เอามาให้อ่าน
ซูดยวด:addemoticons12631:

แต่แล้วสรุปเปลี่ยนขนาด17 ใช้offsetเท่าไรดีอะ:addemoticons12620:

ชั่งใจๆ เปลี่ยนยาง หรือเปลี่ยนทั้งชุด ยางสี่หมื่นโลนี่มันดังได้ใจจริงๆ:addemoticons12639:
ผมวิ่งมา51000โล 10เดือน ยางเดิมตัวท็อป สังเกตเหมือนกันว่ายางมันดังขึ้นเป็นเพราะอะไรอ่ะครับ ว่าจะเปลี่ยนตอน60000โล
__________________
 
 
Reply With Quote
  #6 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark V
mairumaichi's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: Dec 2010
ภูมิลำเนา: BKK
โพส: 1,087


Send a message via MSN to mairumaichi
CoolWhite
มาตรฐาน

อ้างอิงถึง:
โพสต้นฉบับโดย sandandee View Post
ผมวิ่งมา51000โล 10เดือน ยางเดิมตัวท็อป สังเกตเหมือนกันว่ายางมันดังขึ้นเป็นเพราะอะไรอ่ะครับ ว่าจะเปลี่ยนตอน60000โล
ใช้มากกว่าผมอีก
คิดว่าหน้ายางมันแข็งมากเกินเลยเกิดเสียงหรือเปล่า
แต่เริ่มฟังเพลงดังขึ้นทุกวันๆเลย
__________________
 
 
Reply With Quote
  #7 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน



มาอ่านต่อครับเกี่ยวกับการเติมลมไนโตรเจน

ในบรรยากาศปกติอากาศจะประกอบด้วย

1. ออกซิเจน 20.95%
2. ไนโตรเจน 78.08%
3. อาร์กอน 0.93%
4. คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03%
5. ก๊าซอื่นๆ กับสิ่งเจือปน 0.01%

โดยคุณสมบัติของออกซิเจนเป็นก๊าซซึ่งช่วยให้เกิดการสันดาปได้ ซึ่งถ้าหากมีอยู่ในยางมากเกินไปจะทำให้โลหะเกิดออกไซด์หรือทำให้กระทะล้อเป็นสนิม เมื่อออกซิเจนไปรวมตัวกับไฮโดรเจนก็จะทำให้เกิดเป็นหยดน้ำ และทำให้เศษแป้งที่เคลือบท้องยางเกาะตัวเป็นก้อนแล้วกลิ้งอยู่ในยาง ถ้าหากก้อนแป้งนี้มีขนาดโตขึ้นมากๆ จะมีผลทำให้พวงมาลัยรถสั่นได้ และยังมีปฏิกิริยากับส่วนผสมของเนื้อยาง ออกซิเจนจะเร่งทำให้คุณภาพของยางหมดอายุไวขึ้น เนื่องจากในหนึ่งอะตอมของออกซิเจนจะประกอบด้วย 16 โมเลกุล เป็นโมเลกุลที่เล็กเกาะตัวกันภายในไม่แน่นทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วในขณะที่รถเคลื่อนที่จึงเสียดสีกัน ทำให้ต้องเช็คและเติมลมบ่อย

ไนโตรเจนเป็นก๊าซเฉื่อยไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น มีการจับยึดตัวกันคล้ายวุ้น ทำให้เคลื่อนตัวเสียดสีกันน้อย มีความร้อนน้อย และแรงดันในยางไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ใน 1 อะตอมของไนโตรเจนจะประกอบด้วย 14 โมเลกุล เป็นโมเลกุลที่โต ทำให้แทรกตัวออกจากยางยาก จึงไม่ต้องเติมลมบ่อย

หลักการในการเติมลมยางด้วยไนโตรเจนจะต้องเติมลมให้ปริมาณของออกซิเจนภายในยางมีปริมาณเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศภายนอก หลักการทำงานของเครื่องเติมลมไนโตรเจน โดยต่อท่อลมจากปั๊มลม (แหล่งจ่ายลม) ให้ลมผ่านกรองขนาด 20 um เพื่อกรองดักน้ำออก จากนั้นลมที่ผ่านการดักน้ำออกแล้วจะผ่านกรองขนาด 5 um เพื่อกรองดักน้ำมันออกแล้วให้ลมที่กรองแล้วไหลผ่านอุปกรณ์ครีบทำให้ลมที่ผ่านอุปกรณ์นี้หมุน เมื่อลมถูกทำให้หมุนจะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้ออกซิเจนจะเหวี่ยงหลุดตัวออกมาและผ่านกรองขนาด 0.001 um หลุดออกบรรยากาศภายนอก ส่วนไนโตรเจนเกาะตัวกันได้ดี และมีโมเลกุลที่โตกว่าจึงหลุดผ่านกรองไม่ได้ จึงถูกส่งไปเก็บยังถังสำรอง เพื่อเตรียมไว้เติมลมยาง

ข้อดีในการเติมลมไนโตรเจน

1. ลดอัตราการระเบิดของลมยาง เพราะก๊าซไนโตรเจนเป็นก๊าซเฉื่อย การยึดติดกันของโมเลกุลคล้ายวุ้น ทำให้การขยับตัวเคลื่อนที่ช้า โมเลกุลเสียดสีกันน้อย จึงทำให้ลมภายในยางเกิดความร้อนสะสมน้อย แรงดันลมในยางจึงเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทำให้ยางมีโอกาสระเบิดน้อย (ส่วนมากยางที่ระเบิดเกิดจากแรงดันลมในยางเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับโครงผ้าใบเริ่มเสื่อมคุณภาพจึงเกิดการระเบิด) ล้อที่เติมลมไนโตรเจนแล้วยังมีความร้อนอยู่บ้าง เนื่องจากการเสียดสีของลูกปืนล้อ เบรก ที่ส่งผ่านกระทะล้อมาสู่ยาง และเกิดจากยางเสียดสีกับพื้นถนน ถ้ารถวิ่งทางตรงยางจะเสียดสีกับถนนน้อยกว่าในขณะเลี้ยว แต่ 80% ของการขับขี่คือการหักเลี้ยวตามโค้งถนนหรือแซงและหลบ

2. นุ่มนวลและลดเสียงดังจากยางกระทบพื้น เพราะก๊าซไนโตรเจนมีกายึดติดของโมเลกุลคล้ายวุ้น ทำให้เคลื่อนที่ช้า เมื่อยางกระทบกับคลื่นตะเข็บของถนน ยางจะเคลื่อนที่ยืดหยุ่นตัวช้าลง ทำให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น และลดเสียงดังของยางไปได้มาก (ถ้ายางซีรี่ส์ต่ำจะเห็นผลน้อย ถ้ายางซีรี่ส์สูงๆ จะเห็นผลได้มาก หรือถ้ายางที่ร่องดอกยางงๆ จะเห็นผลและเงียบลงไปมาก)

3. เป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบาโดยคุณสมบัติของก๊าซจึงมีผลคล้ายข้อที่ 2. คือนุ่มนวลและลดเสียงดัง

4. ไม่ทำให้กระทะล้อเป็นสนิมและแป้งที่เคลื่อบยางก็ไม่เป็นก้อนในท้องยาง เพราะในการเติมลมยางด้วยไนโตรเจนทำให้ในยางมีปริมาณออกซิจนอยู่น้อย ถ้าออกซิเจนไปรวมตัวทำปฏิกิริยากับเหล็กหรืออลูมิเนียมจะทำให้เกิดสนิมที่บริเวณกระทะล้อได้ และถ้าออกซิเจนไปรวมตัวกับไฮโดรเจนซึ่งปะปนอยู่ในลมยาง จะทำให้เกิดเป็นหยดน้ำ H2O หยดน้ำนี้เมื่อกลิ้งอยู่ในท้องยางจะทำให้แป้งที่อยู่ในท้องยางรวมตัวกันเป็นก้อนกลิ้งอยู่ในท้องยาง และขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ ถ้าก้อนแป้งนี้มีมากหรือขนาดใหญ่พอที่จะทำให้พวงมาลัยรถสั่นได้ ต้องถ่วงล้อใหม่ แต่มักจะถ่วงไม่ลง ถ้าหากไม่นำเอาก้อนนี้ออกก่อน

5. ไม่ต้องเติมลมหรือเชคลมยางบ่อยๆ เพราะอะตอมของไนโตรเจนมีขนาดโตกว่าออกซิเจน ซึ่งออกซิเจนสามารถซึมเข้าออกเนื้อยางได้ แต่ไนโตรเจนไม่สามารถซึมผ่านได้ ดังนั้นเมื่อเติมไนโตรเจนจึงทำให้ลมยางไม่ค่อยลดลง จากที่เคยทดลอง 3 เดือน มีการลดลงประมาณ 1 ปอนด์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ในการเติมลมยางเราไม่เติมลมไนโตรเจนเข้าไป 100% เพราะออกซิเจนจากภายนอกจะซึมเข้าหาภายในยาง ทำให้แรงดันลมยางเพิ่มขึ้น โดยปกติจะเติมไนโตรเจนเข้าไป 95% - 97% ให้ออกซิเจนเหลือภายในยางเพื่อต้านออกซิเจนที่จะแทรกจากอากาศภายนอก เพราะฉะนั้นถ้านำไนโตรเจนแบบถังไนโตรเจน 100% มาเติมลมยาง พอใช้ไปออกซิเจนจากภายนอกจะแทรกเข้าไปทำให้ลมยางเพิ่มขึ้นเอง (คุมแรงดันลมไม่ได้)

6. ยืดอายุยาง เพราะในยางรถยนต์ประกอบด้วยสารเคมี ถ้ามีออกซิเจนอยู่มาก ออกซิเจนจะทำปฏิกิริยากับเคมีทำให้เนื้อยางเสื่อมสภาพเร็ว และเนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซเฉื่อย ทำให้ยางมีความร้อนน้อย มีผลให้ยางสึกหรอน้อยตามไป


หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ
เครดิตคุณ TUM
 
 
Reply With Quote
  #8 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark III
Red_angel's Avatar

สมัครสมาชิกเมื่อ: Jun 2011
โพส: 404


True Red
มาตรฐาน *-*

__________________
---------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
Reply With Quote
  #9 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark V
mairumaichi's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: Dec 2010
ภูมิลำเนา: BKK
โพส: 1,087


Send a message via MSN to mairumaichi
CoolWhite
มาตรฐาน

โฮว ยังมีต่อ
สงสัยจะว่างจัด
__________________
 
 
Reply With Quote
  #10 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน

มาต่อกันเลยครับ

เรื่องควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับล้อ

รู พี ซี ดี PCD .

ร ะ ย ะ พี.ซี.ดี (P. C. D)

P.C.D. ย่อมาจาก PITCH CIRCLE DIAMETER หมายถึง ระยะห่างของรูน๊อตบนตัว ล้อแม็ก โดยวัดจากกึ่งกลางรูน๊อตทุกตัวลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่าน เส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ถ้าเป็นจำนวนเลขคู่ 4 หรือ 6 รูน๊อตต่อ 1 ล้อ ก็สามารถวัดจากกึ่งกลางรูนอตด้านหนึ่งไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขคี่ 3 หรือ 5 รูนอต ต้องวัดจากแนววงกลมกึ่งกลางรูน๊อตผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง รถยนต์ขนาดเล็กมักมี 4 รูน๊อตต่อ 1 ล้อ และรถยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นไปมักมี 5 - 6 รูน๊อต เพื่อความแน่นหนาในการยึดล้อเข้ากับดุมล้อ ปัจจุบันล้อแม็กหลายรุ่นมีการเจาะรูน๊อตไว้เผื่อสำหรับรถยนต์หลายรุ่นมาเสร็จสรรพ เช่น 1 วง มี 8 รูน๊อต หรือ 10 รูก็มี เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้กับรถหลายรุ่น แต่รูที่เขาเจาะมาจากโรงงานนั้น ส่วนมากจะผ่านการทดสอบเรื่องความแข็งแรงมาแล้ว แต่สำหรับการนำมาเจาะเองนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยอยากแนะนำให้ทำเสียเท่าไร เพราะเครื่องมือเครื่องจักรต้องทันสมัยและเข้าใจถึงโครงสร้าง ล้อแม็ก อย่างถ่องแท้ถึงจะทำออกมาได้ คำถาม ทำไม PCD ถึงต้องมีหลายแบบ และตัวเลขแปลกๆ เช่น 114.3 / 139.7 / 108 เป็นต้น ขอเล่าให้ฟัง เรื่องของ PCD นั้น เป็นเรื่องที่เกิดมานานแสนนาน โดยในอดีต แต่ละค่าย เช่น ยุโรป เอเซีย หรือ อีกหลายๆ ประเทศ ต่างก็มีเทคโนโลยี่การทำรถยนต์เป็นตัวของตัวเอง หรือพูดง่ายๆ ต่างฝ่ายต่างก็คิดทำขึ้นมาเอง โดยไม่ได้เจาะรู PCD ตามค่ายผู้ผลิตรถยนต์อื่นๆ แต่หลายท่านสงสัยว่าทำไม PCD ถึงมีตัวเลขแปลกๆ ทำไมต้องเป็น 114.3 แทนที่จะเป็น 114 ก็น่าจะง่ายกว่าใช่ไหมครับ หรือรถกะบะ มี 6 รู เขาเจาะรู PCD เป็น 139.7 แทนที่น่าจะเป็น 139 หรือ 140 ดูน่าจะเป็นตัวเลขกลมๆ ดีกว่าตั้งเยอะ อันนี้ที่มาก็คือ การผลิตรถยนต์ ในอดีตบางค่ายหรือบางกลุ่ม เขาใช้ระบบวัดเป็นระบบอังกฤษ ก็คือหน่วยเป็น " นิ้ว" พอแปลงกลับมาเป็น ระบบเมตริก ( มิลลิเมตร ) ตัวเลขเลยดูแปลกๆ เช่น ....
ตัวอย่าง ( 1 นิ้ว = เท่ากับ 25.4 มิลลิเมตร) เราลองเอา 114.3 หาร ด้วย 25.4 จะได้ผลลัพท์ = 4.5 หรือจะพูดง่ายก็คือ 4 นิ้วครึ่ง นั่นเอง ตอนนี้ลองใหม่ เอา 139.7 หาร 25.4 ผลลัพท์ จะได้เท่ากับ 5.5 ( 5นิ้วครึ่ง ) พอถึงตอนนี้ บางคนก็ถึงบางอ้อแล้ว ใช่ไหมครับ? ส่วนตัวเลขอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าว ท่านลองทำเองก็แล้วกัน หรือไม่อยากคำนวณ ก็ดูตารางข้างล่างนี้ก็ได้

ตารางเทียบขนาดของ PCD.

นิ้ว Inches มิลลิเมตร mm.
4 x 3.93 4 x 100
4 x 4.25 4 x 107.95 (ปัดเศษ = 108)
4 x 4.33 4 x 110
4 x 4.50 4 x 114.3
4 x 5.12 4 x 130
5 x 4.00 5 x 100
5 x 4.50 5 x 114.3
5 x 4.72 5 x 120
5 x 4.25 5 x 107.95 (ปัดเศษ = 108)
5 x 4.53 5 x 115

จำนวนรู PCD

แล้วทำไม รูยึด หรือ จำนวนรู PCD ถึงต้องมี 3รู , 4รู , 5รู , และ 6 รู ?

จำนวนรู PCD ขึ้นอยู่กับความต้องการในออกแบบให้ล้อในรถแต่ละประเภท มีความสามารถในการแบกรับน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นตัวรถเอง หรือสิ่งของที่บรรทุก ก็ตาม ดังนั้น Stud กับ Nut จำนวน 6 ตัว ย่อมยึดให้ล้อติดแน่นกับแป้นดุมล้อได้มากกว่า จำนวน 4 ตัวแน่นอน เราจะสังเกตุได้ว่า รถเก๋งขนาดเล็กมักมีจำนวน 4 รู ส่วนเก๋งขนาดใหญ่ขึ้นมา ก็จะเป็น 5 รู และหากเป็นรถปิ๊กอัพหรือรถบรรทุกขนาดเล็ก ก็จะเป็น 6 รู ( ส่วนรถที่มี 3 รู ก็เคยเห็นแต่มักจะเป็นรถยนต์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาไปแล้ว )

ค่าออฟเซ็ต Offset ออฟเซ็ต ( Offset , ET )

คือตำแหน่งของระยะห่างระหว่างเส้นแบ่งครึ่งล้อตามแนวขวางกับหน้าแปลนของล้อ (Hub Mounting Surface) ซึ่งระบุเป็น 3 ค่าด้วยกันคือ
ค่าออฟเซ็ต เท่ากับศูนย์ Zero Offset (0) คือค่าระยะห่างของหน้าแปลนล้อ (Hub Mounting Surface) ตรงกับเส้นแบ่งครึ่งของล้อตามแนวขวางของล้อพอดี ค่า ออฟเซ็ต เป็นบวก Positive (+) คือระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าแปลนล้อโดยมีทิศทางไปนอกตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็นบวก(+) เช่น +20, +30, +38, +45 เป็นต้น ซึ่งมักพบกับล้อที่ใช้กับรถขับเคลื่อนล้อหน้าเสียส่วนใหญ่ ค่าออฟเซ็ต เป็นลบ Negative (-)
คือระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าแปลนล้อ หรือพูดง่ายๆ ว่าหน้าแปลนของล้อมีระยะเกินเส้นแบ่งครึ่งล้อไปในทิศทางเข้าในตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็น (-) เช่น -5, -10, -20 เป็นต้น ซึ่งรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังมักกำหนดให้ใช้ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซ็ตเป็นลบหรือก็บวกไม่มาก
เรื่องนี้หากมีการเลือกค่า offset ที่ไม่ตรงกับรถนั้นๆ ก็จะมีผลกระทบตามมาเช่นกัน หรือหากมีการเปลี่ยนขนาดความกว้างของล้อ ค่า Offset ก็เปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหรือรู้ถึงค่า Offset สำหรับรถของท่านควรมีตัวเลขอยู่ที่เท่าไร ? เพื่อจะได้ไม่สร้างปัญหาให้แก่ตัวรถของท่าน

การยึดล้อ เข้ากับตัวรถ

1 การถอด - ใส่ น็อต ยึด ล้อแม็ก กับรถของท่าน
การถอดประกอบล้อก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งโดยปกติความแน่น (Tightening) ของการขันน็อต ( Nut ) หรือสกรู ( Bolt ) ควรอยู่ในค่าที่กำหนดดูได้จากตารางด้านล่าง และรูปแบบการถอดใส่ก็ควรเป็นไปตามรูปที่แสดงไว้ ก็จะเป็นการรักษาสภาพล้อและความปลอดภัยของเราด้วยเช่นกัน

รูปแสดงการลำดับถอด-ใส่ Bolts และ Nuts

ตารางแสดงแรงที่ใช้ให้เหมาะกับขนาด การขันน็อต หรือ สกรู นั้นๆ
ขนาดของน็อต / สกรู
Nuts / Bolts Size แรงในการขัน ให้แน่น
Torgue in (Ft/Lbs) จำนวนเกลียว รอบต่ำสุด ที่ควรขัน
Minimum Number of turns
10 mm. 45 - 55 7 รอบ
12 mm. x 1.25,12 mm. x 1.50 70 - 80 6 รอบ-8 รอบ
14 mm. x 1.50 85 - 90 7.5 รอบ


ทำไมเรียก ล้อแม็ก ... ?

อดีต กะทะล้อ ถูกผลิตขึ้นมาด้วยวัสดุที่ทำจาก แม็กนิเซียม (Magnisium) ด้วยคุณสมบัติหลักคือน้ำหนักที่เบา ระบายความร้อนได้ดี รูปแบบสวยงาม จึงนำมาใช้กับรถที่ต้องการทำความเร็ว หรือรถแข่งนั่นเอง แต่จากข้อด้อยในส่วนของต้นทุนที่ราคาสูง และ แม็กนิเซียม มีการสึกกร่อนง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ในท้องตลาด จึงได้มีการเสาะหาวัสดุมาทดแทนที่ราคาไม่สูง แต่ยังคงคุณสมบัติที่ใกล้เคียง นั่นก็คือ อะลูมิเนียม อัลลอย ( Aluminium Alloy ) และใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่บุคคลทั่วไปยังคงเรียกติดปากว่า ล้อแม็ก กันอยู่ตลอด

ชนิดหรือประเภทของ ล้อแม็กซ์ โดยดูจากโครงสร้างหรือรูปทรง ซึ่งได้จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้
ล้อแม็ก แบบชิ้นเดียว ( 1 Piece Wheel ) เป็นล้อที่มี Rim กับ Disk ถูกสร้างขึ้นมาเป็นชิ้นเดียว
ล้อแม็ก แบบประกอบ ( Assembly Wheel )
เป็นล้อที่มี Rim กับ Disk มาประกอบกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1) ล้อแม็ก 2 ชิ้น ( 2 piece Wheel ) เป็นล้อที่มี 2 ชิ้นส่วนมาประกอบกันคือ Rim กับ Disk
2) ล้อแม็ก 3 ชิ้น ( 3 pieces Wheel ) เป็นล้อที่ประกอบเชื่อมส่วนที่เป็น Rim 2 ส่วน กับ Disk เข้าด้วยกัน
3) ล้อแม็กชนิดซี่ลวด ( Wire Wheel ) คล้ายล้อของจักรยาน

ก่อนอื่นเราควรมารู้ชื่อที่จะเรียกหน้าตาของผิวพรรณในการทำให้ล้อสวยเสียก่อน การทำให้ล้อสวยนั้น หลักใหญ่ๆ (Main Finishing) มีดังต่อไปนี้

1) งาน ปาดเงา ( Polishing )
ลักษณะที่เห็น ด้านหน้าล้อก็จะดูเงางาม ( แต่ถ้าสังเกตุดูดีๆ ผิวล้อจะยังมีเส้นเป็นชั้นๆ ) อันนี้เกิดมาจากกรรมวิธีของการกลึงผิวของล้อออกบางๆ ทำให้เห็นผิวที่แท้จริงของเนื้ออะลูมิเนียม หลังจากนั้นก็จะทำการ พ่นแลคเกอร์ ทับเพื่อป้องกันการหมองหรือ เป็นฝ้า แต่ที่เรามักพบปัญหาหลังจากการใช้ก็คือ คราบ ขี้เกลือ หรือจะเรียกอีกแบบว่า สนิมขาว มันก็คือ Oxide นั้นเอง การเกิดขิ้นได้เนื่องจากการ เคลือบ แลคเกอร์ ไม่ดีพอ โดยเฉพาะจะเกิดตรงบริเวณขอบ, สันของก้าน หรือส่วนที่เป็นมุมคม เพราะจุดนี้คือจุดอ่อนที่จะทำให้มีอากาศกับน้ำแทรกเข้าไปทำปฏิกริยากับเนื้ออลูมิเนียม

2) ผิวแบบ ปัดเงา (Mirror Lip)
ผิวของล้อจะมีลักษณะมันเงางามมาก ( ดู คล้ายกระจก ) มองดูจะไม่มีเส้นขนาดใหญ่ เหมือน การปาดเงา เพราะไม่ได้ใช้วิธีการกลึง แต่เขาจะทำด้วยกรรมวิธีของการขัดขึ้นเงา ( Buffing ) โดยปกติแล้วส่วนนี้มักจะทำกับบริเวณขอบล้อหรือวงล้อ(Rim) มากกว่า ซึ่งสำหรับล้อดีมีชื่อเสียง เขาจะใช้วัสดุอลูมิเนียมอีกประเภทหนึ่งที่มีส่วนผสมแตกต่างไปกับเนื้อล้อแบบเดิมๆ หรือพูดง่ายๆ ก็มักพบกับ ล้อ2ชิ้น หรือ ล้อ3ชิ้น นั่นเอง

3) ผิวพ่นสีเต็มวง ( Full Painting )
อันนี้สังเกตุได้ง่าย ก็คือการพ่นสีโดยทั่วล้อนั้นเอง ซึ่งก็มีสีหลายประเภทตามแต่ตลาดต้องการหรือลูกค้าเป็นผู้กำหนด

4 ผิว ล้อ ชุบโครเมียม ( Chrome Plating )
เป็นผิวล้อที่ผ่านกรรมวิธีการ ชุบโครเมี่ยม ซึ่งการทำวิธีนี้ผู้ผลิตจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ และรวมไปถึงเครื่องมือ เครื่องจักรที่ดี มิเช่นนั้นอายุการใช้งานก็จะไม่ทนทาน ดังนั้นควรทำความเข้าใจกับการเรียกผิวพรรณของล้อแม็กเสียก่อน มิฉะนั้นเวลาเราไปสั่งซื้อหรือสั่งทำ ก็จะเกิดความสับสน ซึ่งแม้คนขายบางร้านก็ยังไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน ก็อาจแนะนำเราอย่างผิดๆ ก็ได้


รูน๊อตของล้อ

รถญี่ปุ่นทั่วๆไป ถ้ามี 4 รูน๊อต มักจะเป็น spec 4 รู 100 เช่น Toyota Colora, Nissan Sunny, Mitsu Ecar / Mitsu ท้ายเบนซ์ เอาเป็นว่า spec 4 รู 100 นี่ มีใช้กันอยู่มากสุด รวมทั้ง BMW M10 หรือ 318I ตัวเก่าด้วย (ปี 89-92)

ส่วนพวก spec ประหลาดก็มี ซึ่งหาล้อเปลี่ยนยากมาก เช่น Toyota Corona เป็น 5 รู 100 ส่วน เปอร์โยต์ 405 จะเป็น 4 รู 108

สังเกตุว่า พวกรถที่รูน๊อตแปลกๆ มักไม่ค่อยเปลี่ยนล้อกัน เพราะหายากนั่นเอง ถึงหาได้ ราคาก็ค่อนข้างแพง

แนะนำว่า ถ้าอยากเปลี่ยนล้อ ควรหาล้อที่ spec ตรงกับรถตัวเอง อย่าได้คิดดัดแปลงโดยเด็ดขาด (ดัดแปลงโดยติด สเปเซอร์รอง เพื่อบิดเบือน offset ของรูน๊อต) เพราะอันตรายมาก เนื่องจากล้อเสียสมดุลย์ โดยเฉพาะเมื่อวิ่งที่ความเร็วสูง อีกอย่างประโยชน์ของการเปลี่ยนล้อให้ใหญ่ขึ้น นอกจากสวยงามแล้ว จะได้เรื่องการทรงตัวที่ดีขี้น เนื่องจากหน้าสัมผัสยางกับถนน มีมากขึ้น ข้อสุดท้าย อย่าดูแต่ลายสวยงาม ควรเลือกล้อที่มีน้ำหน้กเบาด้วย เพราะจะได้ไม่ไปกินแรงเครื่อง ทำให้เสียอัตราเร่ง นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมล้อยี้ห้อดังๆ เช่น BBS, AMG, RIAL พวกนี้ ราคาถึงได้แพงมากๆ เนื่องจากล้อพวกนี้ ผลิตจากวัสดุพิเศษ น้ำหนักจึงเบา กว่าล้อทั่วๆไป


ล้อแบบไหน ที่ไม่ควรซ่อม ?

การซ่อมล้อแม็กที่ถูกต้อง สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องพึงระลึก ก็คือ ความปลอดภัย เพราะล้อแม็กถือเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ ที่แบกรับน้ำหนักควบคู่ ไปกับยาง หากล้อแม็กไม่แข็งแรงพอ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็อาจเกิดได้กับการขับขี่ได้
สิ่งเหล่านี้คือการซ่อม ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความแข็งแรง ของล้อแม็ก
กลึงหรือปาดเอาเนื้อล้อออก ขนาดผิดไปจากมาตรฐาน การแบกรับน้ำหนักลดลง
ลอกสีโดยใช้ไฟเผา เนื้อล้อเมื่อได้รับความร้อนเกินมาตรฐาน จะทำให้โครงสร้างของเนื้อโลหะเปลี่ยนไปด้วย

ตัวอย่างล้อที่ไม่ควรนำกลับมาซ่อม

ขอบแตกเป็นพื้นที่กว้าง
ขอบแตกจนชิ้นส่วนแยกออกหรือชิ้นส่วนหายจากกัน

ปัญหาของล้อที่สามารถนำมาซ่อมได้
รอยถลอก
รอยครูดกับขอบถนน
สีเดิมหมดสภาพ (โครเมียม หลุดลอก)
สีเดิมหมดสภาพ
รอยดุ้ง คด
รอยร้าว

Credit K. neat_boy
 
 
Reply With Quote
  #11 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน

อ้างอิงถึง:
โพสต้นฉบับโดย mairumaichi View Post
โฮว ยังมีต่อ
สงสัยจะว่างจัด
เอาความรู้มาแบ่งปันกันนะครับ
 
 
Reply With Quote
  #12 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน

ยังมีต่อครับความรู้เกี่ยวกับยาง ยังไม่หมดอะ
การสลับยางครับ
มีหลายต่อหลายคนพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับการใช้งานบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยจะมีใครแนะนำเรื่องวิธีการดูแลรักษายางให้ใช้งานคุ้มค่าตามอายุการใช้งาน โดยเฉพาะเรื่องของ "การสลับยาง"หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่ารถที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ควรต้องมีการสลับยางตามระยะเวลาการใช้งาน การสลับยาง นั้น มีเหตุผลก็เพื่อให้การสึกหรอของดอกยางในส่วนของล้อด้านหน้า และล้อด้านหลังมีการสึกหรอที่เท่าเทียม กันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ (AW : ALL WHEEL TIME หรือ FULL TIME) หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PART TIME ซึ่งรถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอของยาง ที่แตกต่างกันไปตามการขับเคลื่อนของล้อ

ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (FRONT WHEEL DRIVE) ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นแกน หลักในการขับเคลื่อนของรถ การสึกหรอของยางในคู่หน้าจะมีมากกว่ายางคู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากภาระต่างๆ จะตกอยู่ที่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก ทั้งระบบขับเคลื่อนให้ล้อเสียดสีกับพื้นถนนขับเคลื่อนไปข้างหน้า การบังคับทิศทาง การเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกหยุดความเร็วรถ เป็นต้น

แล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร หากเราไม่ทำการสลับยางตามกำหนดระยะเวลา ผลที่จะตามมาก็คือ เรื่องของการ สึกหรอของยางทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน อันจะส่งผลไปถึงเรื่องของการผิดปกติของศูนย์รถที่ไม่สมดุล อย่างเช่น รถอาจจะขับแล้วมีอาการดึงไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวา ทิศใดทิศหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการสึกหรอที่ไม่เท่ากันของยางมีผลกับหน้า สัมผัสของยางกับพื้นถนนที่ไม่เท่ากันนั่นเอง นอกจากนี้หากเกิดการสึกหรอของยางที่ไม่เท่ากันมากๆ เรื่องของการ เบรกดึงซ้าย หรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็เกิดจากสาเหตุของยางประการหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูงๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

ควรสลับยางทุกกี่กิโลเมตร และควรทำการสลับยางอย่างไรจึงจะถูกต้อง อีกทั้งสิ่งใดควรทำควบคู่ไปกับการ สลับยาง (ในที่นี้จะขอนำเสนอถึงในกรณีที่รถมีการเปลี่ยนมาใช้ยางใหม่ที่มีขนาดที่แตกต่างจากยางเดิม หรือมีความ แตกต่างที่ดอกยาง)



การสลับยางที่ดี ควรทำการสลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร โดยในการสลับยางครั้งแรกจะทำการสลับยางในลักษณะเปลี่ยนยางจากล้อหลังมาไว้ล้อหน้า และเปลี่ยนจากล้อหน้าไปไว้ล้อหลัง ซึ่งในการเปลี่ยนสลับจะทำการสลับเป็นฝั่งไป คือยางหน้าฝั่งซ้าย สลับกับยางหลังฝั่งซ้าย และยางหน้าฝั่งขวา สลับกับยางหลังฝั่งขวา ที่สำคัญหลังการสลับยางเสร็จสิ้นในทุก 10,000 กิโลเมตร ที่สมควรกระทำการตรวจเช็คร่วมทุกครั้งคือ การตรวจเช็ค ลมยางของรถทั้ง 5 ล้อ (ล้อที่ 5 ก็ยางอะไหล่นั่นเองครับ) ตรวจสภาพของยางว่ามีการชำรุดฉีกขาดบริเวณใดหรือไม่ ทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ตรวจเช็คสภาพของผ้าเบรกว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ปกติ ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจวัดระดับน้ำมันเบรกในกระปุกปั๊ม ตรวจสอบโช้คอัพ และลูกหมาก ตรวจสอบทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ตรวจเช็คศูนย์ล้อ รวมถึงเรื่องของการอัดจาระบีดุมล้อ และชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบช่วงล่าง



หลังจากใช้งานต่อไปจนถึง 20,000 กิโลเมตร หรือครบรอบอีก 10,000 กิโลเมตร การสลับยาง ครั้งนี้จะแตกต่างจากการสลับยางใน 10,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งวิธีการสลับยางจะเป็นลักษณะไขว้ โดยจะทำการ เปลี่ยนยางล้อขวาหน้าไปไว้ล้อหลังซ้าย ล้อหลังซ้ายสลับแทนที่ยางหน้าขวา ส่วนยางหน้าซ้าย จะเปลี่ยนสลับกับยาง หลังขวา ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางครั้งนี้ สิ่งที่ต้องสังเกตคือทิศของหน้ายาง หรือลูกศรบอกตำแหน่งของยางอยู่ใน ทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่สลับยางแล้วลายดอกยางย้อนศร อันนี้ต้องให้ร้านยางทำการกลับด้านยางให้ถูกต้อง *** หลังจากนั้นให้ทำการตรวจเช็คร่วมเช่นเดียวกับ 10,000 กิโลเมตรในทุกครั้งที่ทำการสลับยาง



เมื่อเข้าถึง 30,000 กิโลเมตร การสลับยางจะเป็นดังเช่นการสลับยางในหนแรก นั่นคือ สลับยาง ล้อหน้าซ้ายไปไว้ล้อหลังซ้าย และล้อหน้าขวาสลับยางกับล้อหลังขวา เหตุผลที่ต้องทำการสลับยางในลักษณะเช่นนี้ ก็เพื่อให้ยางทั้ง 4 เส้นมีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน เนื่องจากยางทั้ง 4 เส้นมีการสลับครบทุกด้าน ซึ่งยางแต่ละล้อจะรับภาระที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ยางหน้าขวา นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนรถ ให้เลื่อนไหล ล้อหน้าขวาจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านคนขับ ภาระที่เพิ่มขึ้นก็คือ เรื่องของการรับน้ำหนักคนขับพ่วง เข้าไปด้วย เป็นต้น



ทีนี้เมื่อถึง 40,000 กิโลเมตร การสลับยางก็จะเป็นดังเช่นการสลับยางในช่วง 20,000 กิโลเมตร ที่จะทำการสลับยางในลักษณะไขว้กัน โดยยางล้อหน้าขวาจะสลับกับยางล้อหลังซ้าย ยางล้อหลังซ้ายก็เปลี่ยนสลับ แทนที่ยางหน้าขวา และยางล้อหน้าซ้ายเปลี่ยนสลับกับยางล้อหลังขวา ยางล้อหลังขวาก็เปลี่ยนไปแทนที่ยาง ล้อหน้าซ้ายนั่นเอง หลังจากนั้นก็ให้ทำการตรวจเช็คหน้ายางว่าย้อนศรหรือไม่?


50,000 กิโลเมตรแล้วครับ... ทีนี้จะสลับยางยังไงดี ไม่ต้องแล้วครับ สิ่งที่จะขอแนะนำคือ เปลี่ยนยางใหม่จะดีกว่า เนื่องจากอายุของการใช้งานยางจะอยู่ในช่วง 50,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 2 ปีเท่านั้น อย่าไปเสียดายมันเลยครับ ไม่ใช่ไม่ให้ประหยัด แต่เรื่องของอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้ยางเสื่อมสภาพ หรือยางหมดอายุ ถ้ามันเกิด พลั้งพลาดยางแตกระเบิดบึ้มบั้มขึ้นมาควบคุมรถไม่อยู่มันจะไม่คุ้มกัน ส่วนยางอะไหล่ที่ไม่เห็นกล่าวถึงว่า ทำไมไม่เอามาสลับยางด้วย อันนี้ขอบอกว่ายางอะไหล่นั้น ขอให้รับผิดชอบหน้าที่เป็นยางแทนชั่วคราวจะสมกว่า เนื่องจากยางอะไหล่จะมีการสึกหรอที่ไม่เท่ากับยางทั้ง 4 เส้น และในกรณีที่จำเป็นต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่สักเส้น อันนี้ขอแนะนำว่าควรจะเปลี่ยนใหม่สัก 2 เส้นจะดีกว่า อย่างเช่น ยางหน้าซ้ายอาจจะแก้มยางฉีกจนต้องเปลี่ยนยาง สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนยางหน้าขวาด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การสึกหรอเท่าเทียมกัน
 
 
Reply With Quote
  #13 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark IV
mushi157's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: May 2011
ภูมิลำเนา: Town in Town
โพส: 585


TrueRed
มาตรฐาน

ผมชอบนะครับ แต่มันยาวอ่ะ อยากให้ย่อที่มันเนื้อหาเด็ดๆ เพื่อนๆจะได้อ่านสนุกๆครับ

__________________
New!! TrueRed Member
ถ้าจะ แรง ไป แรง ในสนาม
 
 
Reply With Quote
  #14 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark II
dido's Avatar

1.6 5Drs Trend
สมัครสมาชิกเมื่อ: Apr 2011
โพส: 215


CoolWhite
มาตรฐาน

ได้เยอะค่ะ กับการตัดสิ้นใจที่จะเปลี่ยนรถค่ะ รัก dido fiesta ปลาหลด
 
 
Reply With Quote
  #15 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark III
moophalo's Avatar

สมัครสมาชิกเมื่อ: Sep 2010
ภูมิลำเนา: Sampran Nakornpathom
โพส: 268


มาตรฐาน

สุดยอดเลยครับ ขอบคุณมากครับ ข้อมูลดีมีประโยชน์
 
 
Reply With Quote
  #16 (permalink)  
Old 14-Dec-11
Fiesta Mark III
todman's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: May 2011
ภูมิลำเนา: นครสวรรค์,กรุงเทพ,ระยอง
โพส: 303


AuroraBlue
มาตรฐาน

ขอบใจมากครับ
 
 
Reply With Quote
  #17 (permalink)  
Old 15-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน

อ้างอิงถึง:
โพสต้นฉบับโดย todman View Post
ขอบใจมากครับ
ความรู้ดีมีประโยชน์ก้อเอามาแบ่งปันกันอะครับ อาจจะยาวไปหน่อย ให้อ่านกันเพลินๆ เดี่ยวผมจะหาข้อมูลอื่นๆ มาโพสอีก
ติดตามอ่านกันเรื่อยๆนะครับ
 
 
Reply With Quote
  #18 (permalink)  
Old 15-Dec-11
Fiesta Mark IV
poppyyuppy's Avatar

1.6 5Drs Sport
สมัครสมาชิกเมื่อ: Jul 2011
ภูมิลำเนา: สี่แยกเสือป่า
โพส: 673


CoolWhite
มาตรฐาน

แต๊งกิ้วหลายยยยยยย
 
 
Reply With Quote
  #19 (permalink)  
Old 15-Dec-11
Fiesta Mark IV
Lamborgh's Avatar

สมัครสมาชิกเมื่อ: Feb 2011
ภูมิลำเนา: คนลำปางอยู่สระบุรี
โพส: 608


มาตรฐาน

มีประโยชน์จริงๆครับ แต่ยาวไปหน่อย

เรื่องเข็มไมล์อ่อน-แข็ง จริงๆแล้วรถจากโรงงาน ความเร็วที่เข็มชี้ กับความเร็วจริง มันก็ไม่เท่ากันอยู่แล้วครับ

เข็มมันจะชี้น้อยกว่าเสมอ ถ้าวิ่งแล้วดูเข็ม เปรียบเทียบกับ GPS และค่าจาก OBDII เห็นว่าค่าจาก GPS กับ OBDII จะใกล้เคียงกัน ซึ่งน้อยกว่าที่เข็มชี้ประมาณ 10+- กม. ครับ

แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่า รถรุ่นเดียวกัน คนละตัว ตัวนึงใส่ 15 มาจากโรงงาน อีกตัวใส่ 16 มาจากโรงงาน เค้าจะปรับค่าความแข็งอ่อนของไมล์ตามล้อ ตามรุ่นที่ใส่ให้ รึเปล่า เพราะมันต้องเข้าไปเซ็ทการส่งค่าจาก ECU/ECM ไปที่เรือนไมล์อีกที

พอเปลี่ยนล้อเปลี่ยนยางปุ๊บ ไม่แค่ความเร็วเปลี่ยนไป เลขของ trip ของ กม. ก็เปลี่ยนไปด้วย การเข้าเช็คระยะ บางครั้งเลขก็ถึงก่อนความเป็นจริง บางครั้งเลขก็ถึงทีหลัง แต่ผมว่าเราๆที่ใช้รถกัน คงไม่ได้เข้าศูนย์เป๊ะ ไม่ก่อนก็หลัง อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติซึ่งผมเองส่วนใหญ่จะหลัง ฮ่าาๆๆๆ
 
 
Reply With Quote
  #20 (permalink)  
Old 19-Dec-11
Fiesta Mark IV
thap2519's Avatar

1.4 4Drs Style AT
สมัครสมาชิกเมื่อ: Oct 2011
ภูมิลำเนา: มหาชัย
โพส: 736


CoolWhite
มาตรฐาน

เอามาเพิ่มอีกครับ

ตัวอย่างโค้ดยางยี่ห้อต่างๆ

michelin

dot oc p8 cpx x 269

dot oc fh bx8 x 1200

dot oc35 x 1401

หมายความว่า 26 12 และ 14 คือสัปดาห์ของปีที่ผลิต

ส่วน 9 00 และ 01 คือ ปี ค.ศ.ที่ผลิต

goodyear

d5l nynd 2j02 429

d2l nyj9 2ld2 2900

c5r nyj9 2l2d 2001

42 29 และ 20 คือ สัปดาห์ของปีที่ผลิต

9 00 และ 01 คือ ปี ค.ศ.ที่ผลิต

bridgestone

ผลิตในไทย jad 259

jck 4000

jfl 1501

ผลิตในญี่ปุ่น cha 439

cha 2800

cha 1601

25 40 15 43 28 และ 16 คือสัปดาห์ของปีที่ผลิต

9 00 01 9 00 และ 01 คือ ปี ค.ศ.ที่ผลิต ครั
 
 
Reply With Quote
ตอบกระทู้Reply


คนที่กำลังชมกระทู้นี้อยู่: 2 (0 สมาชิก และ 2 ผู้มาเยือน)
 
เครื่องมือหัวข้อ
Display Modes

ขอบเขตการโพส
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
คุณ ไม่สามารถ โพสตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามาร โพสแนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขโพสคุณได้

BB code is เปิด
Smilies are เปิด
[IMG] code is เปิด
HTML code ปิด
Trackbacks are ปิด
Pingbacks are เปิด
Refbacks are ปิด

ไปยังฟอรั่ม

Ford Fiesta Club Thailand Copyright © 2011. All right reserved.
หากพบเนื้อหาไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลได้ที่ Ford Fiesta Club


  Ford Fiesta | พระเครื่อง
ford fiesta, fiesta, ฟอร์ด เฟียสต้า, fiesta club, ford fiesta club, เฟียสต้าคลับ, เฟียสต้า